พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ไชยา

ประติมากรรมสำริดสมัยศรีวิชัยอายุราว 1,200 ปี ที่ชำรุดไปกว่าครึ่ง แต่กลับได้รับยกย่องว่าเป็นงานที่ "งามที่สุดในสยาม"

ภาพรวม

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่พบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประติมากรรมสำริดหล่อขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 14 ในยุคที่ลุ่มน้ำไชยาเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และถูกยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นประติมากรรมศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงที่สุดและงดงามที่สุดที่พบในประเทศไทย

ความน่าพิศวงของงานชิ้นนี้คือ ตัวประติมากรรม "ชำรุดมากกว่าส่วนที่เหลืออยู่" — เหลือเพียงครึ่งองค์ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไป พระกรหักทั้งสองข้าง เครื่องประดับพระเศียรส่วนยอดก็สูญหาย แต่ส่วนที่ยังเหลือกลับงดงามจนนักวิชาการและผู้ชมต่างพากันชื่นชม และทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมาย เช่น องค์นี้คือพระโพธิสัตว์องค์ไหน แสดงปางใด หล่อขึ้นที่ไหน และใครเป็นผู้สร้าง

ความหมายของพระนาม

กรมศิลปากรอธิบายไว้ว่า "อวโลกิเตศวร" แปลว่า "พระผู้มองลงต่ำ" หรือ "พระผู้มีแสงสว่าง" ส่วนคำเรียกอีกนามหนึ่งขององค์นี้คือ "ปัทมปาณี" แปลว่า "ผู้ถือดอกบัว"

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของพุทธศาสนามหายาน เชื่อกันว่าพระองค์เพียรบำเพ็ญธรรมจนสามารถเข้าสู่นิพพานได้แล้ว แต่ด้วยความเมตตากรุณาจึงเลือกที่จะยังคงโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ต่อไปก่อน สัญลักษณ์สำคัญของพระองค์คือรูปพระอมิตาภะพุทธเจ้าปางสมาธิขนาดเล็กประทับอยู่บนยอดมงกุฎ ในคติความเชื่อของชาวมหายานที่แพร่หลายในศรีวิชัย การนับถือพระอวโลกิเตศวรจึงเป็นเหมือนการกราบไหว้ตัวแทนของ "การุณย์" หรือความเมตตาที่ไม่สิ้นสุด

ลักษณะประติมากรรม

ตามข้อมูลทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และบทความทางวิชาการของสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ประติมากรรมองค์นี้มีรายละเอียดดังนี้

  • ส่วนองค์ — ประติมากรรมครึ่งองค์บน ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไป ทรงยืนเอียงพระวรกายในท่าตริภังค์ (ท่ายืนเอียงสะโพก ซึ่งทำให้เส้นสายของลำตัวพลิ้วไหวแบบธรรมชาติ)
  • พระพักตร์ — กลมมน พระขนงเป็นสันนูนโค้ง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์จีบเป็นกระจับ พระเนตรเหลือบมองต่ำ ระหว่างพระนลาฏมีอุณาโลม
  • เครื่องประดับพระเศียร — สันนิษฐานว่าเป็นชฎามกุฎ ประดับภาพพระธยานิพุทธขนาดเล็ก แต่องค์เดิมหักหายไป เหลือเพียงส่วนหนึ่งที่พระนลาฏ
  • เครื่องประดับพระองค์ — สร้อยประคำ กรองศอ ผ้าเฉวียงบ่าคล้องพระอังสาซ้าย และสายยัชโญปวีต (สายธุรำ สายมงคลที่พราหมณ์หรือนักบวชใช้คล้อง) พาดทับ ประดับหัวกวางบนสาย
  • พระกร — พระกรขวาหักหายไปตั้งแต่พระพาหา (ส่วนแขนช่วงบน) พระกรซ้ายเหลืออยู่ ประดับพาหุรัดซึ่งมีลวดลายคล้ายกับที่พบบนพระอคัสตยะจากจันทิบานอน ศิลปะชวาภาคกลาง
  • ขนาด — สูง 63 เซนติเมตร แต่ถ้านับเต็มองค์ สันนิษฐานว่าอาจสูงเท่าบุคคลจริง

ข้อถกเถียงเรื่ององค์และปาง

หลังการค้นพบ คำถามแรกที่นักวิชาการต้องช่วยกันหาคำตอบคือ "องค์นี้คือพระโพธิสัตว์องค์ใด" ในที่สุดทุกฝ่ายลงความเห็นร่วมกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แต่ยังติดขัดว่าทรงแสดงปางใด เพราะพระกรหักหายไปทั้งสองข้าง จนกระทั่ง ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้เสนอว่าองค์นี้คือ พระอวโลกิเตศวรปัทมปาณี โดยอาศัยหลักฐานจากจารึกหลักที่ 23 ที่กล่าวถึง "พระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว"

การตีความรูปแบบที่เคยปรากฏถูกช่วยยืนยันด้วยการเปรียบเทียบข้ามภูมิภาค นักวิชาการพบว่าเทวรูปพระอวโลกิเตศวรที่ Kurkihor ทางตะวันออกของอินเดีย มีลักษณะใกล้เคียงกับองค์ไชยามากที่สุด คือประทับยืนในท่าตริภังค์ พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว และบนพระเศียรประดิษฐานพระธยานิพุทธนั่งขัดสมาธิ ภาพพระโพธิสัตว์ถือดอกบัวในลักษณะนี้ยังปรากฏที่ จันทิเมนดุต ในชวาภาคกลาง ซึ่งจัดวางพระมหาไวโรจนะไว้กลาง เบื้องซ้ายเป็นพระวัชรปาณี และเบื้องขวาเป็นพระอวโลกิเตศวรสองกรผู้ถือดอกบัว — สอดคล้องกับคัมภีร์มัญชุศรีมูลกัลปะที่รวบรวมขึ้นราว พ.ศ. 1250–1450 ซึ่งจัดพระอวโลกิเตศวรเป็นหัวหน้าเทพใน "กลุ่มดอกบัว" อันเป็นสัญลักษณ์ของหนทางนำไปสู่ปัญญา

ประวัติการค้นพบ

ประติมากรรมชิ้นนี้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2448 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ระหว่างเสด็จตรวจราชการมณฑลปักษ์ใต้และแวะนมัสการพระบรมธาตุที่อำเภอไชยา

ตำแหน่งที่พบมีบันทึกแตกต่างกันออกไป ในทะเบียนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระบุว่า "พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา" ส่วนอีกหลายแหล่งบอกว่าเป็นบริเวณนอกกำแพงชั้นนอกทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดพระบรมธาตุไชยา ตามที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบันทึกไว้ในจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. 121 ว่า นอกกำแพงชั้นนอกทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีโบสถ์พราหมณ์ รูปพระโพธิสัตว์และรูปพระอิศวร ซึ่งกรมดำรงราชานุภาพให้นำไปเก็บไว้ที่กรุงเทพฯ โดยในแผนผังที่ทรงวาดไว้มีกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อยู่ใกล้วิหารพระศิลาแดงสามองค์ ซึ่งอาจารย์มานิต วัลลิโภดมสันนิษฐานว่าเป็นตำแหน่งที่ค้นพบพระโพธิสัตว์องค์นี้

เรื่องราววินาทีแรกที่ทรงพบ ปรากฏในบันทึกของพุทธทาสภิกขุซึ่งเล่าจากคำบอกเล่าของอดีตเจ้าหน้าที่ในยุคนั้นว่า

"ท่านทอดพระเนตรเห็นตั้งแต่บนหลังช้าง ช้างยังไม่ทันจะทรุดตัวลงอย่างเรียบร้อย ท่านรีบลงมาอย่างกะว่าจะหล่นลงมา ตรงไปอุ้มรูปนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง นี่แสดงว่าท่านเป็นนักศิลปกรรมและนักโบราณคดีเพียงใด"

เมื่อนำรูปมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพฯ ก็เกิดความตื่นเต้นกันยกใหญ่ พุทธทาสเล่าต่ออีกว่า วันที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ จะต้องเข้าประชุมเสนาบดีตามปกติ ท่านทรงแกล้งเสด็จสายไม่น้อยกว่า 30 นาที จนในหลวงทรงบ่นว่าท่านไม่เคยมาสายมาก่อน เมื่อท่านไปถึงก็มีมหาดเล็กอุ้มรูปสำริดตามไปด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจ้องอย่างตื่นเต้นและตรัสว่า "อะไรของเธอ ๆ ดำรง" — ถึงกับงดการประชุมข้อราชการในวันนั้น กลายเป็นเรื่องชมและวิพากษ์วิจารณ์รูปปฏิมาอย่างเพลิดเพลินจนหมดเวลา

หลังการค้นพบ พระโพธิสัตว์องค์นี้ถูกเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานให้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดจากแผนผัง

งานค้นคว้าล่าสุดสันนิษฐานว่าองค์นี้ "น่าจะเคยประดิษฐานอยู่ที่สถูปวัดแก้วหรือวัดหลง" ในเมืองไชยาโบราณ ก่อนถูกเคลื่อนย้ายไปยังวัดอื่นในภายหลัง ยังคงเป็นประเด็นที่นักโบราณคดีถกเถียงกันต่อไป

จารึกหลักที่ 23

หลักฐานสำคัญที่สุดที่ช่วยชี้ว่าองค์นี้คือพระอวโลกิเตศวรปัทมปาณี คือ ศิลาจารึกวัดเสมาเมือง (จารึกหลักที่ 23) จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต บนแผ่นศิลารูปใบเสมา กว้าง 50 เซนติเมตร สูง 104 เซนติเมตร ระบุศักราชมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 ผู้ค้นพบคือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเช่นกัน ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ด้านที่ 1 ของจารึกสรรเสริญกษัตริย์ศรีวิชัยและเล่าถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่อบูชาพระสามองค์ ซึ่งพระราชสุธรรมเมธีและนักอ่านจารึกแปลใจความว่า

"พระเจ้ากรุงศรีวิชัยผู้เป็นเจ้าแห่งพระราชาทั้งหลายในโลกทั้งปวง ได้ทรงสร้างปราสาทอิฐทั้งสามหลังนี้ เป็นที่บูชาพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว (ปัทมปาณี) พระผู้ผจญพระยามาร และพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือวชิระ (วัชรปาณี) ปราสาททั้งสามนี้งามราวกับเพชรในภูเขา..."

ด้านที่ 2 เผยพระนามกษัตริย์ผู้สร้างว่า "ศรีมหาราชา" ทรงเป็นมหากษัตริย์ใน ไศเลนทรวงศ์ ซึ่งยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เปรียบได้กับพระวิษณุองค์ที่ 2 ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นหลักฐานชี้ชวนว่าอาณาจักรศรีวิชัยทางคาบสมุทรมลายูและราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลางมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและวัฒนธรรมกันอย่างใกล้ชิด

ใครสร้าง หล่อที่ไหน

ด้วยฝีมือช่างชั้นสูง ผู้สนใจหลายคนจึงสันนิษฐานว่างานชิ้นนี้อาจถูกนำเข้ามาจากอินเดีย แต่ ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ความเห็นแย้งไว้ว่า "อินเดียที่ร่วมสมัยกันคือนาลันทา จะเก่งเรื่องสลักหินมากกว่าหล่อสำริด" พร้อมชี้ว่าองค์นี้เป็นศิลปะศรีวิชัยที่ได้รับอิทธิพลจากชวาภาคกลาง และพบที่ไชยาซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของอาณาจักรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16–17 โดยอาจหล่อขึ้นที่ไชยาเองก็เป็นไปได้ เพราะพบพระโพธิสัตว์สำริดฝีมือดีลักษณะใกล้เคียงกันอีกหลายองค์ในพื้นที่

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะโดยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งพบว่าประติมากรรมสำริดที่พบบนแหลมมลายูส่วนใหญ่เป็นทองแดงผสมดีบุกเพียง 7.55% ทั้งที่ดีบุกเป็นสินแร่ที่อุดมสมบูรณ์บนคาบสมุทรมลายู จึงอาจเป็นไปได้ว่างานหล่อเหล่านี้ถูกสร้างที่อินโดนีเซียแล้วนำเข้ามา ซึ่งศ. ดร.ผาสุขเห็นว่า "ถึงแม้จะหล่อขึ้นที่หมู่เกาะชวาหรืออินโดนีเซียก็ไม่เป็นปัญหา เพราะในอดีตเป็นพื้นที่ของอาณาจักรศรีวิชัยเช่นเดียวกัน เราต้องนึกถึงภาพอาณาจักรในอดีตเป็นหลัก ไม่ใช้เส้นเขตแดนอย่างในปัจจุบัน" — ข้อสรุปสุดท้ายยังคงเป็นประเด็นเปิดที่นักวิชาการต้องค้นคว้าต่อไป

พุทธทาสกับพระอวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์องค์นี้ผูกพันกับ พุทธทาสภิกขุ อย่างลึกซึ้ง ทั้งคู่เกิดและเติบโตในเมืองไชยา ปี พ.ศ. 2486 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อาราธนาพระอินทปัญโญ (ฉายาเมื่อบวชของพุทธทาส) เข้าเฝ้าที่วังวรดิศเพื่อปรึกษาเรื่องโบราณคดีเมืองไชยา และทรงแสดงพระโพธิสัตว์องค์นี้ให้ชมเป็นครั้งแรก ความประทับใจครั้งนั้นทำให้พระอินทปัญโญ "ตกตะลึง" จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจโบราณคดีอย่างจริงจัง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมีส่วนร่วมอย่างมากในงานศึกษาประวัติศาสตร์ศรีวิชัย

ท่านเคยบรรยายความงามขององค์นี้ไว้ในหนังสือ "แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน" (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2493) ว่า

"ในเค้าหน้าของรูปปฏิมานั้น ต้องมีธรรม 3 ประการเห็นอยู่ชัดเจน คือ ความเมตตา ความสุข ความฉลาด กลมกลืนเป็นอันเดียวกันอยู่ ใครอ่านหน้าพระอวโลกิเตศวรออก คนนั้นเห็นธรรม คือเมตตา ปัญญา และศานติ เป็นอย่างน้อย"

ขณะก่อสร้างสวนโมกข์ ท่านให้อดีตพระโกวิท เขมานันทะ หล่อรูปจำลององค์นี้มาประดิษฐานไว้ในที่ที่เห็นง่าย โดยกล่าวว่า พอเป็นทุกข์หรือโกรธอะไรขึ้นมา ลองมองหน้าอวโลกิเตศวรจะหาย ดูหน้าแล้วสบายใจ จนองค์จำลองนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของสวนโมกข์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน

ความสำคัญ

นอกจากความงดงามทางศิลปะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยายังมีความสำคัญในฐานะหลักฐานทางโบราณคดีชั้นยอดที่ยืนยันว่า คาบสมุทรภาคใต้ของไทยเคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานที่เจริญรุ่งเรือง เชื่อมโยงศรีวิชัยเข้ากับราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวา และสะท้อนว่า "เมืองไชยา" คือหนึ่งในเมืองที่นักวิชาการสันนิษฐานว่าเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยที่กว้างใหญ่ไพศาล

ทุกวันนี้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังสามารถยืนพิจารณางานชิ้นนี้ได้โดยตรง ประติมากรรมที่ชำรุดไปกว่าครึ่งแต่ยังคงเปล่งประกายความงามได้อย่างไม่เสื่อมคลาย เป็นเครื่องเตือนใจว่า คุณค่าของงานศิลปะไม่ได้วัดที่ความสมบูรณ์ หากแต่วัดที่ความสามารถในการสะกดใจผู้ชมข้ามผ่านกาลเวลากว่าพันปี

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากหลายแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลทางวิชาการของกรมศิลปากรและผลการค้นคว้าของนักวิชาการด้านโบราณคดีไทย ได้แก่

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, กรมศิลปากร. "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" (ทะเบียนโบราณวัตถุ ระบบพิพิธภัณฑ์เสมือน).
  2. สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, กรมศิลปากร. "ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ปัทมปาณี) แห่งเมืองไชยา สัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองในอาณาจักรศรีวิชัย".
  3. กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปัทมปาณี ประติมากรรมที่แม้ชำรุด แต่งามที่สุดในสยาม". ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2546.
  4. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). "จารึกวัดเสมาเมือง (หลักที่ 23)". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย.
  5. เพชรรุ่ง เทียนปิ๋วโรจน์. "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลปะศรีวิชัยที่ค้นพบในภาคใต้ของดินแดนประเทศไทยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8–13". วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 12(1): 157–179, 2563.
  6. พุทธทาสภิกขุ. แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน. พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2493.
  7. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. 121.
  8. สุวินัย ภรณวลัย. "พุทธบูรณารำลึก 100 ปี ชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 22)". MGR Online, 2549.
  9. วิกิพีเดียภาษาไทย. "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ไชยา)" — ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการสืบค้นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ.

ภาพประติมากรรมจาก Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ) ใช้เพื่อการศึกษา โดยระบุที่มาอย่างถูกต้อง